#รวมเล่ม Zionism Facts & Myths book
ปล่อยบล็อกค้างไว้เดือนกว่าๆ ก็ได้โอกาสรวมเนื้อหาในบล็อกนี้ทั้งหมด ตั้งแต่โพสครั้งแรกจนกระทั่งบัดนี้ (ลิเกซะ) ไว้ในเล่มเดียว จะได้อ่านกันง่ายๆ แต่รูปภาพในเอกสารก็ไม่ครบและชัดเจนเท่าในบล็อก อยากให้เห็นภาพรวมของเนื้อหามากกว่า
ข้อเท็จ-จริงของไซออนิสต์ ฉบับภาษาไทย
http://answerup.files.wordpress.com/2009/04/th_zionism_facts_and_myths_book.pdf
ข้อเท็จ-จริงของไซออนิสต์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษ
http://answerup.files.wordpress.com/2009/01/zionismfactsandmyths_eng.pdf
# นโยบายแบ่งแยกของอิสราเอล อะไรคือความหมายของคำว่า “รัฐยิว”
การดำเนินการในกรอบความคิด “ยิวและประชาธิปไตย” คือการสนับสนุนให้ออกกฏหมายที่แบ่งแยกและไม่ยุติธรรม เพื่อมาต่อต้านชาวอาหรับ
ผลการสำรวจในปี 2006 ปรากฏว่าสองในสามของชาวยิวอิสราเอลปฏิเสธการอาศัยอยู่ในอาคารร่วมกับชาวอาหรับ เกือบครึ่งไม่ยอมให้ชาวปาเลสไตน์อยู่ในบ้านของพวกเขา และ 40 % ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนการย้ายถิ่นของพลเมืองชาวปาเลสไตน์
พรรคการเมือง Beitenu ของอิสราเอล สนับสนุนการร่างขอบเขตของรัฐอิสราเอลซึ่งแยกพลเมืองชาวปาเลสไตน์ออกไป
หมู่บ้านชาวปาเลสไตน์จำนวนมาก ถูกลงวันที่ล่วงหน้าในการสถาปนาเป็นอิสราเอล หมู่บ้านชาวปาเลสไตน์เหล่านั้นไม่ถูกยอมรับโดยรัฐบาล ไม่ปรากฏในแผนที่ ดังนั้นจึงไม่ได้รับน้ำประปา ไฟฟ้า และถนน ซึ่งสิงเหล่านี้มีอยู่ที่ชาวยิวแต่ไม่มีสำหรับชาวปาเลสไตน์ เป็นเหตุให้อาศัยอยู่อย่างแออัดอย่างรุนแรง
มากกว่า 50% ของเด็กอาหรับขาดสารอาหารและมากกว่า 44% ของครอบครัวชาวอาหรับนั้นยากจน จากจำนวน 20 เมืองในอิสราเอล อัตราการว่างงานสูงที่สุดอยู่ที่เมืองของชาวอารับ
เด็กๆชาวปาเลสไตน์ไปโรงเรียนที่ได้รับทุนสนับสนุนเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของกองทุนที่ให้กับโรงเรียนชาวยิว ตำราเรียนของโรงเรียนอิสราเอลบรรยายว่าชาวอาหรับเป็นผู้ด้อยกว่า, ล้าหลัง, หัวรุนแรง,และไม่มีศีลธรรม
ศาลสูงสุดของอิสราเอลออกกฏหมายการทำลายทางการเมืองของนักกิจกรรมชาวปาเลสไตน์ ยึดที่ดินของชาวปาเลสไตน์ ทำลายบ้านเรือนชาวปาเลสไตน์ และใช้ชาวปาเลสไตน์เป็นโล่มนุษย์




# เรื่องโกหก: ประชาธิปไตยประเทศเดียวในตะวันออกกลาง
“นโยบายการแบ่งแยก” คือธรรมเนียมของระบอบการปกครองที่เป็นระบบการกดขี่และการมีอำนาจของกลุ่มเชื้อชาติหนึ่งเหนือกลุ่มอื่นๆ ขณะที่ “ชาวอาหรับอิสราเอล” สามารถลงคะแนนเสียงได้ แต่พวกเขาก็เป็นรองกว่าและเป็นคนกลุ่มน้อยทำให้ไม่มีความสำคัญ
กฏหมายการกลับเข้ามา(Law of return)ให้สิทธิความเป็นพลเมืองอย่างอัตโนมัติแก่ชาวยิวที่อยู่ในทุกๆที่ทั่วโลก ขณะที่สิทธิเหล่านี้ถูกปฏิเสธไปยังผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์และลูกหลานของพวกเขาซึ่งถูกบังคับหรือหนีจากความกลัวที่บ้านของพวกเขาจำนวน 750,000 คน และกลับกลายเป็นประเทศอิสราเอลในปี 1948
เมื่อพลเมืองชาวปาเลสไตน์ของอิสราเอล ต้องการให้รัฐของพวกเขาเป็นรัฐของพลเมืองทุกคน เป็นประชาธิปไตย และเป็นรัฐเซคคิวลาร์ พวกก็เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นอันตรายต่อรัฐ
กฎหมายพื้นฐานของอิสราเอลที่เกี่ยวกับเกียรติและสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เป็น “ประชาธิปไตยของชาวยิว(เท่านั้น)” แม้ว่า 24% ของประชากรไม่ใช่ยิว อิสราเอลให้คำจำกัดความตนเองว่าเป็นรัฐของยิวซึ่งรวมถึงชาวยิวทั่วโลกที่ไม่ใช่พลเมืองในรัฐยิว ไม่ใช่รัฐของพลเมืองที่แท้จริงที่อาศัยอยู่ในเวลานี้ (ซึ่งประกอบไปด้วยคนไม่ใช่ยิวนับล้านคน)
ที่ดินส่วนมากของอิสราเอลเป็นทรัพย์สินที่ไม่ใช่ของชาวอิสราเอล แต่เป็นของชาวยิวทั่วโลก คนที่ไม่ใช่ยิวอย่างพลเมืองชาวปาเลสไตน์ของอิสราเอล ถูกกีดกันโดย JNF ในการเข้าไปในที่ดินของรัฐและความเป็นเจ้าของที่ดิน(ประมาณ 90%ของรัฐ)
กฏหมายแห่งชาติของอิสราเอลห้ามพลเมืองชาวปาเลสไตน์ของอิสราเอลแต่งงานและอาศัยอยู่อย่างสามีภรรยาในอิสราเอล กับชาวปาเลสไตน์ที่มาจากดินแดนที่ถูกยึดครอง กฏหมายเดียวกันนี้ไม่มีผลบังคับใช้กับชาวยิวอิสราเอลซึ่งแต่งงานกับชาวยิวที่มาตั้งรกรากอาศัยอยู่ในดินแดนที่ถูกยึดครอง กฏระเบียบที่คล้ายกันนี้เคยถูกเสนอในแอฟริกาใต้ในช่วงเวลาที่เกิดนโยบายการแบ่งแยกสียิว เพียงแต่ถูกปฏิเสธจากศาลสูงสุดของประเทศ แต่กฏหมายแห่งชาติของอิสราเอลได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากศาลสูงของอิสราเอลในปี 2006
“บุคคลใดที่ไม่ยอมรับอิสราเอลว่าเป็นรัฐของยิวและไซออนิสต์ จะไม่สามารถเป็นพลเมืองในประเทศนี้ได้” นาย Avigdor Lieberman รัฐมนตรีกลยุทธ์การคุกคาม
# การขโมยแผ่นดินปาเลสไตน์อย่างต่อเนื่อง
มีการยึดแผ่นดินปาเลสไตน์ไปเสริมอิสราเอลอีก 90 %
กองทุนยิว(JNF)สร้างบริษัทส่วนตัวในการซื้อที่ดินสำหรับประชาชนชาวยิวและเพื่อจุดประสงค์ของทุกวันนี้ 13% ของแผ่นดินอิสเราเอลเป็นของกองทุน JNF และ JNF ไม่ให้ผู้ที่ไม่ใช่ยิวเช่าที่ดิน ประมาณ 80% ของดินแดนของ JNF ไม่ถูกซื้อ แต่ได้มาอย่างง่ายๆจากผู้ที่หนีในช่วงสงคราม 1948 และถ่ายโอนไปเป็นของกองทุน JNF เพื่อใช้เฉพาะชาวยิวเท่านั้น
“การไถ่ถอนที่ดิน (Redemption of land)” หมายถึงการโอนที่ดินจากอาหรับไปยังชาวยิว และยังคงดำเนินต่อไป บริษัทสาขาของกองทุน JNF (Himnuta) เกี่ยวข้องแม้กระทั่งกับ “การไถ่ถอน” ที่ดินในดินแดนที่ถูกยึดครอง
ในปี 1961 มีการตกลงว่า ที่ดินของJNF และที่ดินของรัฐที่ขโมยมา จะถูกจัดการโดยคณะบริหารที่ดินของรัฐบาลอิสราเอล(Israel Lands Administration (ILA)) และอยู่ภายใต้บางกฏเกณฑ์ที่ลงมติโดยกองทุน JNF ในปี 1906 ยกตัวอย่างเช่น การปฏิเสธการใช้,การเช่า,การพัฒนา,หรือการเข้าไปของบุคคลที่ไม่ใช่ยิว คณะบริหารที่ดินของรัฐบาลอิสราเอล(ILA) จัดการที่ดิน 92.6% ของที่ดินในอิสราเอล นอกจากนี้ทรัพย์สินของผู้ลี้ภัยนับเป็ น 76% ของที่ดินของหมู่บ้านที่ยังคงอยู่ในอิสราเอล
JNF โน้มน้าวว่า มันเป็นการ “ปลูกต้นไม้ใหม่” เพื่อ “สภาพแวดล้อม” ซึ่งในความจริงต้นไม้เหล่านี้ถูกปลูกอยู่บนหมู่บ้านชาวปาเลสไตน์ที่ถูกทำลาย
JNF ประกาศอย่างงดงามว่า อย่างไรก็ตาม คราบข้อมูลทางประวัติศาสตร์ถูกสร้างขึ้นในสวนและป่าของ JNF สวนและป่าของ JNFจะอ้างชื่อหมู่บ้านชาวอาหรับที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นั่นมาก่อน

สัญลักษณ์ของกองทุน JNF

การบริจาคเงินให้กองทุน JNF ผ่านเว็บไซต์
# เรื่องโกหก: ยิวซื้อแผ่นดินจากอาหรับ
ในความจริง หลังจากสิ้นปี 1947 ไซออนิสต์ได้ดินแดนเพียง 6.59% จากดินแดนทั้งหมดของปาเลสไตน์
กองทุนชาติยิว(JNF)ประเมินว่า ดินแดนที่ได้มาจากคำสั่ง (ของ UN) เป็นเพียงแค่ 2 % ของรัฐอิสราเอล ซึ่งในจำนวนนั้นกองทุน JNF และเจ้าของส่วนตัวที่เป็นยิว ถือครอบครอง 10% และเกือบทั้งหมด(เกือบ 90 %)ของผู้อยู่อาศัยในช่วงการสงบศึกปี 1949 เป็นของชาวปาเลสไตน์
มีการใช้กำลังให้ละทิ้งทรัพย์สมบัติ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าเท่ากับการบริจาคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพื่อทำให้อิสราเอลเป็นรัฐขึ้นมาได้
ชุมชนยิว 370 ชุมชนถูกสร้างระหว่างปี 1948 และในช่วงต้นปี 1953 ซึ่ง 350 ชุมชนอยู่บนที่ดินของ”ผู้ที่ไม่มา*” 10,000 ร้านค้า ธุรกิจ และเสบียงอยู่ในมือของชาวยิว

ก่อนสงคราม ครึ่งหนึ่งของสวนซิตรัสมีชาวอาหรับเป็นเจ้าของ ในปี 1951 ผลไม้จากดินแดนนี้นับเป็น 10% ของรายได้จากเงินตราต่างประเทศของประเทศ ในช่วงต้นทศวรรษ 1950 เกือบ 95%เป็นสวนมะกอกของอิสราเอล 40,000 ไร่องุ่น และ 10,000 สวนอื่นๆที่ไม่ใช่สวนซิตรัสเป็นการขโมยที่ดินของชาวปาเลสไตน์
อิสราเอลลงมติใช้ชุดกฏหมายจอมปลอมเพื่ออำพรางการปล้นแผ่นดิน ประกอบไปด้วย:
ข้อกำหนดฉุกเฉินเกี่ยวกับทรัพย์สินของ “ผู้ที่ไม่มา”
กฎหมายการได้มาซึ่งทรัพย์สินของ “ผู้ที่ไม่มา”
ข้อกำหนดฉุกเฉินสำหรับการหาประโยชน์ใส่ตัวจากแผ่นดินที่ขาดการดูแล
ข้อกำหนดฉุกเฉิน (พื้นที่เพื่อความมั่นคง)
กฏหมายคำร้องขอที่ดินฉุกเฉิน
กฏหมายอำนาจในการพัฒนา (เกี่ยวกับการถ่ายโอนทรัพย์สิน)
กฏหมายการได้มาซึ่งที่ดิน(ความสมเหตุสมผลและการชดเชย)
*ผู้ที่ไม่มา (Absenteen) หมายถึง ชาวปาเลสไตน์ทั้งหมดที่ออกนอกประเทศไป ไม่ว่าจะเป็นกรณีการลี้ภัยหรือไม่ก็ตาม ทรัพย์สิน/ที่ดินทั้งหมดจะถูกยึด และไม่มีสิทธิกลับเข้ามาอีก
# ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปาเลสไตน์: ต้นกำเนิดปัญหาผู้ลี้ภัย
ระหว่างการสร้างรัฐไซออนิสต์ในปี 1948 ชาวปาเลสไตน์ประมาณ 750,000 คน ถูกบังคับให้กลายเป็นผู้ลี้ภัยร่วมกับลูกหลานของพวกเขา ผู้ลี้ภัยมากกว่า 4.3 ล้านคน ถูกลงทะเบียนกับ UN และมากกว่า 1.7 ล้านคนไม่ได้ลงทะเบียน
หนึ่งในสามของผู้ลี้ภัยที่ลงทะเบียนอาศัยอยู่ใน 59 ค่ายผู้ลี้ภัยของ UN ในประเทศจอร์แดน, เลบานอน, ซีเรีย, ในเขตเวสแบงค์และในฉนวนกาซาของปาเลสไตน์ ผู้ลี้ภัยจำนวนมากยังคงอาศัยอยู่ในและรอบๆเมืองของเขตเวสแบงค์และในฉนวนกาซาและประเทศเพื่อนบ้าน
ทั้งหมดของผู้ลี้ภัยในปี1948และผู้ที่ย้ายออกจากข้างในนั้น ถูกออกกฏหมายเป็น “ผู้ที่ไม่มา” ดังนั้น 4 ล้านคนของผู้ลี้ภัยในปี 1948 ทุกวันนี้อยู่ภายนอก “แถวเขียว*” ทั้งที่ดินและทรัพย์สินของพวกเขาทั้งหมดที่อยู่ในอิสราเอลถูกโอนสิทธิทั้งหมดไปยังประชาชนชาวอิสราเอล
ประชากรชาวอาหรับปาเลสไตน์ 250,000 คนจากประมาณหนึ่งล้านคนของอิสราเอลได้ย้ายออกจากข้างในนั้น ดังนั้นจึงถูกเรียกว่า “ผู้ที่ไม่มาปรากฏตัว” และถูกปฏิเสธทุกสิทธิในทรัพย์สินของพวกเขาในช่วงก่อนปี 1948 ที่อยู่ภายในอิสราเอล
ถึงอย่างไรก็ตามรัฐได้ปฏิเสธสิทธิในการกลับไปยังบ้านและหมู่บ้านของพวกเขา แม้ว่าความจริงนั้นพวกเขาเป็นพลเมืองชาวอิสราเอล

*แถวเขียว หรือ Green line เป็นชื่อที่อ้างถึงแนวเส้นของข้อตกลงพักรบในปี 1949

ค่ายผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ ในหมู่บ้าน Nahr al-Barid ทางตอนเหนือของเลบานอน ในช่วงฤดูหนาว ปี 1948

ชายชราผู้ลี้ภัย
# อัลนักบา (Al Nakba) : ความหายนะ
“ในตอนจบของสงครามปี 1948 หมู่บ้านทั้งหมด 1,000 หมู่บ้าน ไม่เพียงแค่ถูกลดจำนวนประชากรแต่ยังถูกทำลายด้วย บ้านของพวกเขาเป็นดังภาพ-ถูกคุกคาม ขณะที่ในหลายๆแห่งยากที่จะเข้าไป ในวันนี้ นักเดินทางที่ช่างสังเกตจะสามารถเห็นร่องรอยของการมีอยู่ของพวกเขา ตามถนนและทางหลวงของอิสราเอล ซึ่งเป็นร่องรอยที่หลบหนีจากคนเดินผ่านไปมาอย่างไม่สนใจ(คนที่เดินผ่านอย่างไม่สนใจจะไม่สังเกตุเห็น) ประกอบไปด้วย พื้นที่ที่เคยมีการต่อสู้, ผ่านเนินเขาเล็กๆบ่อยๆ, ต้นมะกอกและต้นผลไม้อื่นๆ ขาดการดูแลเอาใจใส่, แนวต้นแคคตัสและต้นไม้อื่นๆขึ้นรก ตอนนี้และต่อจากนี้บ้านที่พังทลายทิ้งซากไว้ ปล่อยปละละเลยมัสยิด/โบสถ์ กำแพงพังทลายตลอดทางของหมู่บ้าน แต่หลักใหญ่ของเหตุการณ์คือ ซากศพที่กระจัดกระจายปนกับหินและเศษอิฐเศษปูนตลอดภูมิประเทศที่ถูกลืม”
จาก“ทั้งหมดกลายเป็นซากศพ” ของวาลิด คอลิดิ นักเขียนชาวปาเลสไตน์

ภาพบ้านเรือนชาวปาเลสไตน์ทางตะวันออกของเยรูซาเล็มที่ถูกทำลาย

ภาพผู้อพยพชาวปาเลสไตน์ที่ถูกกั้นจากบ้านของเขา
# เรื่องโกหก: เจ็ดกองทัพอาหรับพร้อมอาวุธครบครันพยายามทำลายกองทัพอันอ่อนแอของรัฐยิวที่เพิ่งถูกตั้งขึ้นใหม่
กองทัพอาหรับมีความตั้งใจเด็ดเดี่ยวที่จะหยุดการบุกรุกของไซออนิสต์ในปาเลสไตน์
ตามข้อตกลงที่ทำขึ้นระหว่างกษัตริย์อับดุลลอฮ์กับตัวแทนชาวยิวในการแบ่งเขตปาเลสไตน์ ชาวอาหรับจำนวนมากไม่ย้ายออกจากพื้นที่ซึ่งได้เปลี่ยนเป็นเขตเวสแบงค์

พื้นที่ Lydda, Ramla, and the Triangle Areas ถูกส่งมอบโดยไม่มีการต่อสู้ กองทัพของทรานส์จอร์แดนถอนทหารออกตามคำสั่งของกษัตริย์อับดุลลอฮฺ และเมื่อกองทัพอิสราเอลโจมตีกองทัพของอียิปต์และซีเรียในกลางเดือนตุลาคม 1948 กองทัพของอิรัคและจอร์แดนถูกห้ามไม่ให้เป็นมือที่สาม
กองทัพของอียิปต์และอิรัคมีการสนับสนุนและติดต่อสื่อสารกัน กองทัพของซาอุดิอาระเบียและซูดานให้ทหารจำนวนพันคนไปช่วยในช่วงกลางของสงคราม กองทัพเลบานอนอยู่ใน Upper Galilee ซึ่งเป็นสถานที่ที่อนุญาตให้อาหรับเข้าไปอยู่ได้ตามแผนแบ่งเขต

กองกำลังยิวเริ่มต้นปฏิบัติการทางการทหารในปาเลสไตน์ก่อนที่การควบคุมปาเลสไตน์ของอังกฤษจะสิ้นสุดลง(ปาเลสไตน์เคยอยู่ในอำนาจของอังกฤษ)
ในเวลาที่รัฐอาหรับเข้ามาแทรก (หลังการออกไปจากปาเลสไตน์ของกองกำลังอังกฤษในวันที่ 15 พฤษภาคม 1948) กองกำลังยิวเข้ายึดครองไม่เพียงพื้นที่ที่แบ่งไปเป็นรัฐยิว แต่กินพื้นที่เกืยบทั้งหมดของรัฐอาหรับ
ในเดือน กรกฎาคม 1948 กองกำลังอาหรับรวมกันประมาณ 40,000 คน ต่อ กองกำลังยิว 63,000 คน
ในฤดูใบไม้ผลิปี 1949 กองกำลังอาหรับจำนวน 55,000 คน ต่อ กองกำลังชาวยิว 115,000 คนที่ถูกฝึกอย่างสมบูรณ์
เนื่องจากมีการสั่งห้ามกองกำลังนานาชาติเข้าไปยุ่งเกี่ยว กองทหารอาหรับจึงขาดแคลนอาวุธ หลังจาก 25 กุมภาพันธ์ 1948 ทหารอาหรับได้รับปืน 20 มม.ที่เคยถูกใช้แล้ว บางส่วนของอาวุธเคยใช้โดยกองปืนใหญ่ของอิรัคซึ่งนานมากกว่า 30 ปีมาแล้ว ซีเรียไม่มีลูกกระสุนสำหรับปืน 155 มม. ขณะที่คลังอาวุธของยิวเติบโตตลอดเวลา โดยเฉพาะหลังจากการขนส่งอาวุธผิดกฏหมายจาก เชคโกสโลสโลวาเกียในเดือนพฤษภาคม 1948
เบน กูเรียน เขียนไว้ในเมื่อวันที่ 11 พฤษจิกายน 1948 ว่า “ให้เราตระหนักถึงความจริงว่า: เราชนะไม่ใช่เพราะว่าเราปฏิบัติการได้ดีอย่างน่าประหลาด แต่เป็นเพราะว่ากองกำลังอาหรับที่ผุพัง”
ที่มา: Zionism Facts and Myths
# เสแสร้งยอมรับแผนแบ่งเขตของ UN เพื่อยึดครองพื้นที่ของปาเลสไตน์ให้มากที่สุด
ไซออนิสต์ไม่ยอมรับแผนแบ่งเขตของ UN เรื่องนี้มีอยู่ว่า “ยิวจะประกาศอิสราเอล และจากนั้นพวกเขา(ชาวปาเลสไตน์)จะถูกโจมตี” ความจริงจากเดือนพฤษจิกายน 1947 ถึง พฤษภาคม 1948 ไซออนิสต์ได้โจมตีและรุกรานอาหรับ ที่สำคัญกว่านั้นไซออนิสต์ได้แบ่งเขตและผลักดันให้คนที่ไม่ใช่ยิว 300,000 คนละทิ้งที่ดินของตนเอง และขยายขนาดดินแดนไกลออกไปจากขอบเขตของรัฐยิวที่กำหนดในแผนแบ่งเขต
มกราคม 1947 ถึง มีนาคม 1948: ชาวปาเลสไตน์ประมาณ 30,000 คน ถูกบังคับให้ละทิ้งประเทศ
มีนาคม 1948 ถึง พฤษภาคม 1948: ชาวปาเลสไตน์มากกว่า 300,000 คน ถูกฆาตรกรรมหมู่ที่หลายเมือง ประกอบไปด้วย Deir Yasin, ทางตะวันตกของเยรูซาเลม, Tiberias, Haifa, Jafa, และที่ Beishan ก็ด้วย
พฤษภาคม 1948 ถึง ธันวาคม 1948: กองกำลังติดอาวุธของอิสราเอลเนรเทศชาวปาเลสไตน์ประมาณ 100,000 คนออกจาก Lod และ Ramlah ไปยังจอร์แดน
การมุ่งร้ายของอิสราเอลดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากสงครามปี 1948 ชาวปาเลสไตน์มากกว่า 200,000 คนถูกบังคับให้ย้ายไปยังฉนวนกาซา

ในวันที่ 29 ธันวาคม1947 Irgun(ออกัน)* ขว้างระเบิดใส่รถบัสชาวปาเลสไตน์ในเมืองเยรูซาเลม มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิต 17 คน การก่อการร้ายคล้ายๆแบบนี้เกิดขึ้นในเดือนต่อๆมา

สัญลักษณ์ของกลุ่ม Irgun
* Irgun(ออกัน)คือ กลุ่มไซออนิสต์ที่พร้อมรบ ซึ่งปฏิบัติการในปาเลสไตน์ในช่วงปี 1931 ถึง 1948
ที่มา: Zionism Facts and Myths
# เรื่องโกหก: ไซออนิสต์ยอมรับแผนแบ่งเขตของ UN
เดวิด เบนกูเรียน ปราศัยต่อคณะผู้บริหารไซออนิสต์ในปี 1937 และ 1938 ว่า
“การยอมรับการแบ่งเขตไม่ใช่การยอมรับของเราในการละทิ้งพื้นที่ทรานส์จอร์แดน… เราจะยอมรับรัฐในขอบเขตที่ถูกกำหนดในวันนี้ – แต่เป็นขอบเขตที่ไซออนิสต์ปรารถนา ซึ่งเกี่ยวข้องกับประชาชนชาวยิวและไม่มีปัจจัยภายนอกที่จะสามารถจำกัดมันได้”
“(ฉัน)พอใจกับอัตราส่วนของประเทศ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานว่า หลังจากที่เราได้สร้างกองกำลังที่เข้มแข็ง ต่อมาคือการสร้างรัฐ เราจะล้มเลิกการแบ่งเขตประเทศและเราจะขยายให้แผ่นดินทั้งหมดเป็นของอิสราเอล”
Menachim Begin, ในวันหลังจาก การลงคะแนนเสียงการแบ่งเขตของ UN
“การแบ่งเขตประเทศบ้านเกิดนั้นผิดกฏหมาย มันไม่เคยได้รับการยอมรับ การเซ็นสัญญาของสถาบันและบุคคลในข้อตกลงการแบ่งเขตเป็นโมฆะ มันจะไม่ผูกมัดประชาชนของอิสราเอล… Eretz Israel จะต้องถูกฟื้นไปเป็นของประชาชนชาวอิสราเอล ทั้งหมดของมัน และตลอดไป”
เป็นที่ทราบกันว่าแผนแบ่งเขตของ UN มีพิรุธในเรื่องศีลธรรม จากคำถามที่ว่า UN มีสิทธิอะไรที่จะแบ่งประเทศให้เล็กลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง และทำให้มีผู้อพยพจำนวนมากมาย
ที่มา: Zionism Facts and Myths

